วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

เมืองน่าอยู่

เมืองน่าอยู่-ชุมชนน่าอยู่
แนวคิดและความต้องการคือ เมืองน่าอยู่-ชุมชนน่าอยู่
แนวคิดและความต้องการคือ “ต้องการให้มีการพัฒนาเมืองน่าอยู่-ชุมชนน่าอยู่” โดยให้มีความสำคัญกับ
- การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มของชุมชน การมี ประชาคม ในทุกระดับและเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย
- การส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง ชุมชนและชนบทให้น่าอยู่ มีสภาพแวดล้อมดี ปลอดภัย
- ให้มีการวางแผนพัฒนาพื้นที่และการจัดระบบผังเมืองที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพและเกิดผลในทางปฏิบัติได้จริง โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม
- ปรับปรุงและพัฒนาสภาพแวดล้อมเมืองและชุมชน ให้มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ใช้มาตรการจูงใจและมาตรการทางกฎหมายควบคู่กันไป
- รณรงค์และสร้างจิตสำนึกให้เด็ก เยาวชน และคนในชุมชน รักและมีความเป็นเจ้าของท้องถิ่น มีส่วนร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น
- ยกระดับคุณภาพชีวิต เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านสาธารณสุขอย่างพอเพียง ทั่วถึง มีการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการในชุมชนเมืองและชนบทให้ทั่วถึง
- ให้มีระบบบริหารจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพ ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจและกระจายงบประมาณสู่ท้องถิ่นและชุมชน เพื่อการจัดการพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตได้อย่างสอดคล้องกับความต้องการและสภาพความเป็นจริงในพื้นที่
- มีการกำหนดและพัฒนาเครื่องมือชี้วัดความเป็นเมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม



ภายใต้กรอบแนวคิดและหลักการพื้นฐานดังกล่าว สามารถสรุปให้เห็นถึงภาพรวมองค์ประกอบของเมืองน่าอยู่-ชุมชนน่าอยู่ ที่เชื่อมโยงกันในทุกมิติอย่างเป็นองค์รวม และมีชุมชนเข้มแข็งเป็นรากฐานในการพัฒนา จะประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ อันได้แก่
1. ความน่าอยู่ จะมีความหมายครอบคลุมทั้งด้านการมีสภาพแวดล้อมทางกายภาพดี สังคมเข้มแข็ง มีความสงบ สะดวก สะอาด ปลอดภัย มีระเบียบวินัย คนมีคุณภาพชีวิตดี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ดี มีความสุข
2. การมีภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ช่วยเกื้อกูลให้ชุมชนเข้มแข็ง มีการสืบทอดรักษาและปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนพัฒนาต่อยอดให้เกิดเทคโนโลยีที่เหมาะสม นำมาใช้ประโยชน์กับการผลิตและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การมีเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง สมดุล มีภูมิคุ้มกัน สามารถเพิ่มรายได้และการมีงานทำ ด้วยการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงสู่ตลาดภายในและนอกประเทศ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และพัฒนาให้เกิดความเชื่อมโยงชนบทและเมือง 4. การมีระบบบริหารจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ ประชาชนและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา


แนวทางการพัฒนา

เป้าหมาย
เพิ่มความเข้มแข็งชุมชนและประชาสังคมระดับต่าง ๆ ให้มีความมั่นคงทางสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ รวมทั้งมีระบบการบริหารจัดการของชุมชนที่ดี ให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ พร้อมกับให้มีการพัฒนาเมืองและชุมชนให้น่าอยู่ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมให้กระจายครอบคลุมทั่วประเทศภายในปีสิ้นแผน ก่อให้เกิดเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งและช่วยลดความยากจนในชนบทและเมือง
แนวทางการพัฒนา
มุ่งเน้นการสร้างกระบวนการชุมชนเข้มแข็งจากฐานรากทั้งในชนบทและเมืองผ่านเครือข่ายการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาจากทุกภาคส่วน ควบคู่ไปกับการสร้างสภาวะแวดล้อมให้เมืองและชุมชนมีความน่าอยู่ตามศักยภาพความพร้อม มีการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม เพื่อสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของเมืองและชุมชนให้เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ ช่วยให้เกิดการจ้างงาน เพิ่มรายได้ ตลอดจนลดปัญหาความยากจนในชนบทและเมือง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและวิถีชีวิตที่ดีมีความสุข โดยมีแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ ดังนี้
พัฒนากระบวนการชุมชนเข้มแข็งให้เกิดพลังของคนในชุมชน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบในการพัฒนา แก้ไขปัญหา สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เป็นรากฐานที่มั่นคงของสังคม
พัฒนาเมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่ตามศักยภาพ ความพร้อมอย่างสอดคล้องกับวัฒนธรรม ค่านิยม และความต้องการของคนในสังคม หากมองในภาพรวมของกระบวนการ ค่านิยมและความต้องการของคนในสังคม+การมองในภาพรวมของกระบวนการ ขั้นตอนที่จะผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อน การนำนโยบายแนวทางการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ไปปฏิบัติให้บังเกิดผลได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจ สร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบ พร้อมกับการสร้างระบบการทำงานที่เป็นเครือข่าย สามารถระดมพลังร่วมจากทุกภาคีที่เกี่ยวข้องให้เกิดการเรียนรู้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบอย่างแท้จริง โดยมีขั้นตอนการดำเนินการใน 3 ขั้นตอนหลัก ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนการขับเคลื่อนเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่
ขั้นเตรียมความพร้อมสร้างความเข้าใจร่วมกัน
ขั้นการสร้างเครือข่ายกระบวนการมีส่วนร่วมและดำเนินการพัฒนา ให้เกิดการร่วมคิด ตัดสินใจ รับผิดชอบและร่วมดำเนินการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ในลักษณะพหุภาคี
ขั้นที่สาม สนับสนุนให้มีการร่วมกันติดตามประเมินผล
บทบาทภาคีการพัฒนา
หากมองถึงบทบาทภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ คงต้องมองให้ครบทุกภาคีหลัก โดยแต่ละภาคีจะมีบทบาทที่ต่างกันออกไปตามศักยภาพและประสบการณ์ที่สั่งสมมา กลุ่มที่เป็นรากฐานสำคัญและเป็นหัวใจของความสำเร็จในการทำเมืองและชุมชนให้น่าอยู่ได้
อย่างยั่งยืน คือ กลุ่มชุมชนและประชาสังคม ที่ก่อตัวขึ้นมา มีความเข้มแข็ง มุ่งมั่นต้องการร่วมกัน คิดเองทำเองกันมากขึ้น หากมองถึงบทบาทของภาคการเมือง ก็ควรต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย เป็นธรรม ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนภาคราชการ จำเป็นต้องปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุน ให้คำปรึกษาชี้แนะเทคนิควิชาการ ปรับแนวคิดการทำงานเป็นแนวราบ/ทีมงาน โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกระดับ ที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน ต้องปรับระบบการทำงานและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงวางแผนและบริหารจัดการพัฒนาท้องถิ่นของตนอย่างสอดคล้องกับทิศทางการกระจายอำนาจและรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ในส่วนขององค์กรพัฒนาเอกชน จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและเป็นพี่เลี้ยงให้กับชุมชน แนะนำให้ชุมชนเรียนรู้ คิดเอง ทำเองเป็น และเชื่อมประสานการทำงานระหว่างชุมชนกับองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งช่วยสนับสนุนทรัพยากร ในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่จะสามารถมีส่วนช่วยสนับสนุนจุดประกายความคิดสร้างความรู้ความเข้าใจทางเทคนิควิชาการ และส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจเมื่อมีข้อขัดแย้งต่าง ๆ ในสังคม ในส่วนของภาคธุรกิจเอกชน ก็สามารถร่วมคิดร่วมทำช่วยสนับสนุนทรัพยากร รวมทั้งสื่อมวลชน ก็จะเป็นสื่อกลางสะท้อนข้อเท็จจริงในสังคมชุมชนอย่างมีคุณภาพ สร้างสรรค์ สะท้อนความต้องการ ปัญหา รวมทั้งถ่ายทอดความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และช่วยรณรงค์สร้างจิตสำนึกสาธารณะได้เป็นอย่างดี
เพื่อให้การดำเนินงานพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่เกิดการขยายผลไปสู่ท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง จึงได้นำผลการศึกษาจัดทำโครงการแปลงแนวทางการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ ซึ่งเป็นบทเรียนจากการปฏิบัติจริงในระดับท้องถิ่นชุมชนมาประกอบการพิจารณาเป็นข้อเสนอแนะแนวทางดำเนินการที่ควรสนับสนุนเพื่อการขยายผล ดังนี้

การสร้างกระแสท้องถิ่นเรื่องเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ทั่วประเทศ โดยเน้นกระแสความสนใจในคุณภาพชีวิต สุขภาพ สิ่งแวดล้อมของเมืองและชุมชน
การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยสนับสนุนให้มีการจัดเวทีการเรียนรู้ สร้างข่ายการเรียนรู้ โดยพยายามทำจากจุดเล็ก ๆ ให้สำเร็จ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นแบบอย่างที่ดีในการขยายผล


การพัฒนาระบบการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนกระบวนการขับเคลื่อนเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่
การสร้างกลไกสนับสนุนกระบวนการขับเคลื่อนเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ โดยสนับสนุนพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นชุมชน พร้อมทั้งสร้างความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ความเข้าใจในแนวคิดเรื่องเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ รวมทั้งจัดตั้งเป็นเครือข่ายการทำงานเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ โดยอาจใช้เวปไซด์เป็นสื่อ

neighbourhood concept
การจัดรูแบบของเมือง/ชุมชนรูปแบบ เพื่อนบ้าน


ความหมายของการใช้ที่ดิน
หมายถึง การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินว่าเป็นไปในรูปใด เช่น การทำเกษตรกรรม เหมืองแร่ การก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัย เป็นต้น
ประเภทของรูปแบบการใช้ที่ดิน
การใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่มีการควบคุมหรือวางผังเมือง จะมีลักษณะเคล้าคละปะปนกันไม่เป็นระเบียบ ความแออัดจะกระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์กลางและกระจายออกไปรอบนอกชุมชนอย่างไร้ทิศทาง และแบบแผน เมื่อชุมชนขยายตัวไปสู่ความเป็นเมือง ปัญหาต่างๆ ก็จะตามมา การวางผังเมืองเป็นการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ระบบคมนาคมขนส่ง และเตรียมรองรับการขยายตัวของเมืองในอนาคตโดยการพิจารณาแผนประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นการพิจารณาจากการใช้อาคาร และที่ดินที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีพของประชาชน 3 ส่วน
คือ

1. ส่วนที่อยู่อาศัย แบ่งออกเป็นที่ดินประเภทที่อยู่อาศัย 5 ประเภท

2. ส่วนทำงาน และบริการสาธารณะ แบ่งออกเป็น ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม ที่ดินประเภทสถาบันราชการ สาธารณูปโภคสาธารณูปการ ที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา ที่ดินประเภทสถาบันศาสนา ที่ดินประเภทอุตสาหกรรม ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม และ

3. ส่วนที่พักผ่อนหย่อนใจ แบ่งออกเป็นที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อนันทนาการ และรักษาคุณภาพสิ่งแวด-ล้อม ที่ดินประเภทอนุรักษ์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเพียง 4 ประเภทสำคัญ คือ

1. ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัย

2. ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม

3. ที่ดินประเภทอุตสาหกรรม

4. ที่ดินประเภทที่สงวน และควบคุมการพัฒนา


1. ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัย (Residential Land Uses) แนวความคิดหลักที่ใช้ในการวางผังที่อยู่อาศัย ได้แก่ Neighbourhood Concept เป็นการกระจายความเจริญจากชุมชนหลักออกไปสู่ส่วนต่างๆ ของเมือง ให้ประชาชนได้รับการบริการทางด้านสาธารณูปโภค และสาธารณูปการโดยทั่วถึง และเท่าเทียมกัน มีการอยู่อาศัยที่ดี และน่าพึงปรารถนา กรมการผังเมืองได้จำแนกที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้
1. ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก


2. ประเภทพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก

3. ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง

4. ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย

5. ประเภทอนุรักษ์เพื่อการอยู่อาศัย
การกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัย มีหลักการสำคัญว่าพื้นที่ดังกล่าวควรจะเป็นบริเวณที่มีการระบายน้ำดี ลักษณะดินไม่เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้าง มีศักยภาพในการจัดบริการทางด้านสาธารณูปโภคสาธารณูปการได้เพียงพอ มีความสะดวกในการเข้าถึง มีความปลอดภัยจากสิ่งรบกวนต่างๆ มีสภาพแวดล้อมที่ดีใกล้สถานที่ทำงานและย่านการค้า เป็นต้น


2. ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม (Commercial Land Uses) การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการพาณิชยกรรม เป็นลักษณะเด่นของการใช้ประโยชน์ที่ดินในเมืองเป็นบริเวณที่มีการรวมตัวของการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เข้มข้น เป็นศูนย์กลางธุรกิจการพาณิชย์ และการ บริการ โดยเฉลี่ยแล้วประมาณร้อยละ 2-5 ของพื้นที่เมือง เป็นที่ดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการพาณิชย-กรรม การใช้ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คื

1. ร้านค้าเบ็ดเตล็ด และตลาดสด (Neighbourhood & Convinient Stores and Community Markets) เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ดในชีวิตประจำวัน รวมถึงตลาดสด ซึ่งเป็นศูนย์รวมธุรกิจการค้าขายเบ็ดเตล็ดของชุมชน มีขนาดพื้นที่เล็กและกระจายตัวอยู่ทั่วไป
2. ศูนย์พาณิชยกรรมกลางเมือง (Central Business District) เป็นบริเวณที่กว้างใหญ่ที่สุดและหนาแน่นที่สุดของธุรกิจการค้าขาย และการให้บริการ เป็นที่รวมของกิจการค้าปลีก สำนักงานให้บริการ สถาบันการเงิน สถานเริงรมย์ โรงแรม และอื่นๆ C.B.D. แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ - C.B.D. ในเมือง ซึ่งใช้พื้นที่น้อย อยู่ในทำเลที่ตั้งของการแข่งขัน ราคาที่ดินแพง อาคารสูง เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในพื้นที่ที่จำกัด - C.B.D. ชานเมือง เป็นผลมาจากปัจจุบัน กิจกรรมที่เป็นธุรกิจกลางของเมืองใหญ่ๆ ที่อยู่ใจกลาง เมืองต้องประสบปัญหาต่างๆ อาทิ การจราจรติดขัด ราคาที่ดินสูง ความแออัด และเสื่อมโทรม ประกอบกับความเจริญก้าวหน้าด้านการสื่อสารและการคมนาคมที่สะดวก จึงได้มีการขยายตัวออกไปอยู่ชานเมือง การกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม มีหลักการที่สำคัญ คือ พื้นที่ดังกล่าวควรอยู่บนที่ราบปลอดภัยจากน้ำท่วมสามารถระบายได้ดี มีความสะดวกในการเข้าถึง มีระบบโครงข่ายถนนที่ได้มาตรฐาน และสามารถติดต่อเชื่อมโยงกับบริเวณอื่นๆ เพื่อความสะดวกในกา
รสัญจร อยู่ในบริเวณที่มีสถาบันการเงิน และการบริการสาธารณะอื่นๆ


3. ที่ดินประเภทอุตสาหกรรม (Industrial Land Uses) ในประเทศไทยได้กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมไว้ไม่เกินร้อยละ 10 ของพื้นที่เมือง โดยแบ่งที่ดินประเภทอุตสาหกรรมออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ
1) ประเภทอุตสาหกรรมและคลังสินค้า 2) ประเภทอุตสาหกรรมเฉพาะกิจ 3) ประเภทคลังสินค้า
การวิเคราะห์อุตสาหกรรมเพื่อกำหนดที่ตั้ง และขนาดของพื้นที่ในการวางผังเมือง ได้พิจารณาจำแนกเป็นประเภทตามกระบวนการผลิต และกระบวนการเชื่อมโยงกับการผลิต เพราะกระบวนการผลิตเป็นปัจจัยทำให้เกิดผลกระทบด้านที่ตั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ที่ดินแต่ละประเภท ส่วนกระบวนการเชื่อมโยงกิจกรรมอื่นตามมา อาทิ การขนส่ง การสื่อสารธุรกิจการค้าและบริการ เป็นต้น หลักการกำหนดที่ตั้งของที่ดินประเภทอุตสาหกรรมที่สำคัญ ควรเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันไม่เกินร้อยละ 5 เพื่อการระบายน้ำและกำจัดของเสีย อยู่ใกล้เส้นทางคมนาคมสายหลักมีความพร้อมในด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ เป็นบริเวณที่มีราคาที่ดินต่ำ และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการขยายตัวของโรงงานในอนาคต อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ ใกล้ตลาด ไม่อยู่ในทิศทางที่ควันฝุ่นละออง กลิ่น เสียง ถูกลมพัดเข้าเมือง ไม่อยู่ในทิศทางที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ หรือทางลำน้ำธรรมชาติ และต้องไม่เกิดผลกระทบกับจุดเด่นของเมือง


4. ที่ดินประเภทที่สงวนและควบคุมการพัฒนา ที่ดินประเภทที่สงวน และควบคุมการพัฒนา เป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับเมือง วัตถุประสงค์ของการกำหนดการใช้ที่ดินประเภทนี้ เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของเมืองให้อยู่ในบริเวณที่กำหนด รักษาสภาพแวดล้อม และระบบนิเวศของเมือง และสร้างภาพลักษณ์ของเมืองให้สมดุลย์กับธรรมชาติ โดยแบ่งที่ดินประเภทที่สงวน และควบคุมการพัฒนาออกเป็น 4 ประเภท คือ

1) ประเภทที่โล่งเพื่อนันทนาการและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

2) ประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม

3) ประเภทอนุรักษ์เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย

4) ประเภทที่โล่งเพื่อนันทนาการและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการประมง พื้นที่ที่เหมาะสมแก่การจัดให้เป็นที่ดินประเภทที่สงวนและควบคุมการพัฒนา คือ พื้นที่ที่เป็นแหล่งวัตถุดิบ หรือทรัพยากรทางธรรมชาติ พื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังหรือรับการระบายน้ำ พื้นที่สาธารณูปโภคของเมือง พื้นที่อนุรักษ์และสงวนรักษา พื้นที่ที่เปิดกันให้เป็นที่โล่ง เป็นต้น






ปฏิทิน